Uncategorized

ถวิลหา … Hyper Productivity

“คนเราถ้าเคยเข้าสู่ Hyper Productivity Mode แล้วก็ยากส์ที่จะกลับไปทำงานแบบเดิมได้อีก … มีแต่จะหาทางทำให้มันเร็วส์ขึ้นเรื่อย ๆ”

ผมไม่ค่อยเชื่อคุณ juacompe นักตอนที่แกพูดอะไรแบบนี้ให้ฟัง เพราะคนเราเวลาทำงานมันก็คือทำงาน มันจะอะไรนักหนากับอะไรก็ต้อง Productivity มันก็ต้องมีพักมี Break กันบ้าง ไอ้อะไรก็เข้ม ๆ ข้น ๆ แบบเรื่อง Hyper Productivity มันไม่สุดขั้วชีวิตกันเกินไปเหรอ ยิ่งในคราแรก ๆ ที่ได้ฟังยิ่งไม่เชื่อ แต่พอผมเห็นน้องที่ไปฟังเรื่องนี้ในวันนี้ ความคิดนี้ผมก็เปลี่ยน

อาการของ Aon Sesil ที่เหมือนจะลงแดง ขาดสภาวะ Hyper Productive หลังจากรับพลังเทพ

เหตุเกิดเมื่อน้องใน Office คนนึงได้ไปลงชื่อไว้กับงานสัมมนาที่จัดโดย SIPA และร่วมกับ สมาคม Open Source แต่ไม่สามารถไปได้เพราะติดธุระอะไรบางอย่าง จึงถามผมว่าผมสนใจจะไปงานนี้ไหม คงเป็นเพราะเห็นว่าผมสนใจ Agile ตอนนั้นในใจก็คิดว่าอยากจะไปเพราะกำลัง Fail ๆ อะไรบางอย่างเกี่ยวกับการเอา Agile มาใช้อยู่พอดี การได้ไปเจอคนที่ทำงานจริงด้านนี้น่าจะช่วยเราได้บ้าง … แต่ไอ้จะไปเราก็กลัวพี่ ๆ ที่เขาจัดงานจะว่าเอาเพราะไปมันก็หลายครั้ง ฟังมาก็หลายที ยังมีหน้าจะมาอีก เลยปรึกษาพี่ที่ดูแล Development Pool ของบริษัท เพราะแกเองก็สนใจอยู่ แกเลยแนะนำให้ Aon Sesil ไปงานนี้ (ผมเองก็เสียดายที่จะไม่ได้ไป เลยขอหัวหน้าตัวเองไป แต่บอกพี่ที่สอนว่าขอไปเป็นผู้ช่วยแล้วกันนะ ซึ่งพี่ @roofimon ก็อนุญาตให้ไปแบบเสียไม่ได้)

งานสัมมนานี้จัดขึ้นที่ ม.เกษตร โดยหัวข้อที่ Train คือ An Alternative Software Development Methodology by @roofimon

น้องผมน่าจะโดนใจในหัวข้อ Hyper Productivity โดย @juacompe  นี้แหละ ซึ่งส่วนตัวผมได้ไปฟังมาหลายครั้ง จนรู้สึกธรรมดา (จำความรู้สึกตัวเองเมื่อสัก 1 – 2 ปีก่อนไม่ได้แล้ว )  ซึ่งจุดนี้พอได้กลับมาถึง Office ถึงได้รู้ว่าน้อง Aon Sesil ที่ไปด้วย In มาก ๆ ถึงขนาดเอามาพูดเรื่องนี้ทั้งวัน ผมเลยรู้สึกว่า บางทีการที่เรารู้สึกว่าเรารู้แล้วมันเป็นบาปยังไง มันเป็น “curse of knowledge” อย่างที่ @juacompe พูดจริง ๆ

ว่าด้วย Hyper Productivity

งั้นแล้ว Hyper Productivity คืออะไร ในความรู้สึกผมมันคือสภาวะเพลิน สภาวะสนุก จดจ่ออยู่กับการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งจน มีสมาธิ เข้าสู่โหมดความไวแสง สามารถทำสิ่งนั้นได้ดียิ่ง  ซึ่งการจะต้องเข้าสู่โหมดนั้น มันจะเห็นได้จาก Gamer ทั้งหลายที่ มีสมาธิจดจ่ออยู่กับเกมส์ อยู่กับมันได้ทั้งวันทั้งคืน รู้หมดว่าอะไรเป็นอะไร อะไรอยู่ที่ไหน แต่ถ้าจะเอามาใช้กับการทำงานเหรอ … หึ หึ หึ ว่ากันอีกยาว แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้ ตามที่ @juacompe สรุปไว้ คือ มี 3 ปัจจัยที่จะทำให้เราเข้าถึงสภาวะ Hyper Productive ได้ คือ

– Responsiveness ทำแล้วรู้เลย ย่อมง่ายต่อการต่อยอดความคิด

ปัจจัยในการ Productivity อันแรก ที่จะสร้างความเพลินให้กับการทำอะไรคือ ทำแล้วรู้เลยว่าจะเป็นยังไง ถ้าเป็นแบบนี้จะได้ไหม เป็นแบบนั้นจะได้ไหม และต้องเป็นในแบบที่รู้ในทันทีที่อยากรู้ @juacompe ยกตัวอย่างเรื่องนี้ได้ดีมากโดยเอาไปเทียบกับการเล่น กีตาร์ (ตอนแรกคิด มันเกี่ยวกันไหมเนี่ย) ให้ลองนึกถึงถ้าต้องหัดเล่นกีตาร์ โดยดีดไปแล้วได้ยินเสียงในอีก 1 ชม ข้างหน้ามันจะเป็นยังไง … ดีด 1 ครั้งนั่งรอฟัง 1 ชมถึงได้ยิน กว่าจะรู้ว่าที่ดีดไปผิดหรือถูก เพี้ยนหรือบอร์ด ป่านนั้นก็คงโยนกีตาร์ทิ้งไปถึงไหนต่อไหนแล้ว แต่ถ้าทุกครั้งที่ดีดไป ได้ยินเลย ได้รู้เลยมันก็ก็จะดีกว่าเพราะเราจะได้คิด ได้ลอง ได้พัฒนาสิ่งที่เราได้ทำไปอยู่ตลอดเวลา

อีกตัวอย่างที่ @juacompe เล่าให้ฟังคือ คนที่มีสภาวะ Hyper Productivity มากที่สุดกลุ่มนึงคือ Online Gamer ทำไมถึงเป็นแบบนั้น … ลองนึกถึงตัวละครในเกมส์ ที่ออกไปฟันสัตว์ประหลาด แล้วได้ Experience แล้วเอามาเพิ่มความแข็งแกร่ง พอเพิ่มแล้วไปฟันใหม่มันก็จะตายง่ายขึ้น พอเห็นแบบนี้ก็จะยิ่งฟันเพราะรู้ว่าฟันแล้วเห็นผลจริง ได้ผลจริง ยิ่งฟันยิ่งแข็งแกร่งยิ่งแข็งแกร่งยิ่งฟัน จนสุดท้ายกลายเป็นตัวเทพ ๆ แต่ถ้าเทียบกับชีวิตจริงถ้าเราต้องการแข็งแรงขึ้น ก็ต้องออกกำลังกาย แต่การออกกำลังกายกว่าจะแข็งแรงขึ้นมันนาน สุดท้ายถ้ายังไม่เห็นผลมันก็จะท้อไปเอง

เทียบกับเรื่องงานบ้าง ถ้างานที่เราทำในวันนี้ จะรู้ผลในอีก 6 เดือนหรือ 1 ปีข้างหน้า กว่าจะรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป ป่านนั้นมันก็กลายเป้นอะไรไม่รู้แล้ว ความรู้สึก ความเข้าใจสมัยที่ทำกับ อีก 1 ปีข้างหน้ามันก็ไม่เหมือนเดิม ในมุมนี้ไม่ว่าใครก็เป็นเหมือนกัน เทียบกับการพัฒนา Software ลูกค้าให้ Req ไว้แล้วเราหายไป 1 ปีแล้วค่อยกลับมาบอกว่านี่คือสิ่งที่เขาอยากได้เมื่อปีที่แล้ว ใครมันจะไปจำได้ ใครมันจะไปนึกออก แถมถ้าต้องแก้เพราะเข้าใจผิดเนี่ย หายไปอีก 1 ปีจะเป็นยังไง … เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ ลูกค้า Hyper Productive สามารถทำงานกับ Software ที่เราได้พัฒนาอย่างดี ก็ต้องแทบจะเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขอปุ๊บเห็นปั๊บ บอกปั๊บเปลี่ยนเลย ลูกค้าก็จะปรับตัวกับ Software หรือ Software ก็จะถูกปรับได้ตรงกับลูกค้ามากที่สุด หรือถ้าเป็น Programmer เขียน Code วันนี้ ได้เทสในอีก 3 เดือน กว่าจะถึงวันนั้นทำอะไรไปก็เดาเอาเองแล้วกัน

สรุป  ทุกคนทำงานต้องการ Response เพื่อรู้ว่าสิ่งที่ตนทำไปผลจะออกมาเป็นแบบไหนยังไง ยิ่งได้รับการตอบโต้แบบ Interactive ยิ่งเพลิน ยิ่งเพลินยิ่งทำ ยิ่งทำยิ่งรู้ ยิ่งรู้ยิ่งอยากทำอีก เป็นเช่นนี้เรื่อยไป

– Motivation คนเรามันมีอารมย์ ความรู้สึกมันก็ต้องดู ต้องแลกันบ้าง

หลังจากที่เราเริ่มเพลินกับการทำงาน หรือกิจกรรมที่มี Response กับเราสูง ๆ แล้วสิ่งที่ 2 ที่ขาดไม่ได้ในการทำให้เรา Hyper Productive คืออารมย์ กับความรู้สึกครับ ความแตกต่างของคนที่ประสบความสำเร็จ กับคนที่ล้มเหลวข้อนึงคือ การ Motivation ซึ่งเกิดได้ 2 แบบ คือทำสำเร็จดังที่ตั้งใจมีกำลังใจในการทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากขึ้นเรียกว่าช่วง Sprint Up ช่วงนี้พลังกำลังแข็งแกร่งมีอะไรยาก ๆ ท้าทาย ๆ บอกได้เดี๋ยวทำให้ กับอีกแบบคือ กำลังผิดพลาดล้มเหลว ไม่กล้าทำในสิ่งที่ใหญ่ขึ้น เพราะกลัวความผิดพลาดที่อาจจะเกิดได้อีกเหมือนที่ผ่านมาเรียกว่า Sprint Down ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเรากำลัง Fail อยู่จะให้ทำงานสวย ๆ ทำงานดี ๆ ออกมาสู่สายตาโลกก็คงยาก แล้วจะทำยังไงหล่ะ @juacompe บอกว่าคนเรามันก็ต้องมีผิดมีพลาดบ้างแน่นอน ซึ่งหลังจากผิดพลาด สิ่งนั้นมันจะตามมาหลอกหลอนแล้วทำให้ Fail ไปใหญ่ สิ่งที่ต้องทำคือ หาอะไรก็ได้ที่เราคิดว่าง่ายเอามาทำ (ต้องเป็นสิ่งที่เราคิดว่ายังไงก็ทำได้อยู่แล้ว) ทำ ๆ ๆ ทำให้่สำเร็จ ช่วงเวลาที่สำเร็จนั้นจะเป็นช่วงเวลาที่ Sprint Up (ถึงแม้จะเป้นเรื่องเล็ก) สิ่งที่ต้องทำหลังจากทำงานง่ายสำเร็จคือ ฉลอง … ทำไม ? เืพื่อให้ร่างกายจดจำความสำเร็จที่เกิดขึ้น ทำให้มีความมั่นใจในการจะทำอะไรที่ยาก ๆ ขึ้นได้ต่อไป (มีน้องบอกว่าเวลา Sprint Down จะไปยืนห่าง ๆ โถแล้วฉี่ให้ลง ถ้าสำเร็จก็จะฉลอง) แต่ต้องระวังถ้าสิ่งที่เราคิดว่าง่ายแล้วเอามาทำก็ยังทำไมไ่ได้อีกมันจะยิ่งไปกันใหญ่

เพราะฉะนั้นเราก็พอจะสามารถ Build Motivation ของตัวเองได้บ้างแล้วพอเอามาผนวกกับเรื่อง Responsiveness ก็แปลว่า ยิ่งเราทำงานได้เร็วเห็นผลเร็วและทำได้ถูก ความมั่นใจก็ยิ่งมา สามารถทำสิ่งที่ยากขึ้นไปได้อีก แต่ถึงแม้ว่าถ้าสิ่งที่เราทำมันผิดเราก็รู้ก่อน เราก็สามารถหยิบงานที่ง่าย ๆ มาเพื่อ Build Motivation ของตัวเองให้ดี ๆ ขึ้นได้ ไม่ต้องรอกระหน่ำทีเดียว

“Motivation ไม่สามารถสร้างให้ใครได้ คน ๆ นั้นต้องสร้างด้วยตัวเอง เราทำได้แค่เตรียมสภาวะที่พร้อมกับการ Motivate ให้คนอื่น ๆ”

– Communication ในเมื่อคนเราไม่ได้อยู่คนเดียวก็คุยกันซะสิ

สิ่งสำคัญอีกเรื่องที่ @juacompe ให้ความสำคัญในการสร้าง Productivity ในการทำงานคือการสื่อสาร ประเด็นของมันคือ ในเมื่อเราไม่ได้ทำงานคนเดียว เราเป็นสัตว์สังคมการทำงานต้องมีการสื่อสารกับใครต่อใคร การที่จะทำให้สามารถสื่อสารกันได้ง่ายสิ่งที่ต้องระวังที่ผมจำได้ขึ้นใจคือ “อย่าพูดซ้ำประโยคเดิม ที่เขาไม่เข้าใจ ด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้น” เพราะมันไม่ได้ช่วยให้การสื่อสารดีขึ้น คนไม่เข้าใจพูดประโยคเดิมมันก็ไม่เข้าใจ งั้นทำยังไงหล่ะคนสื่อสารกับคนรับสารถึงจะเข้าใจกัน @juacompe ก็มี 3 วิธีการในการสื่อสารระหว่างผู้ส่งสาร กับผู้รับสารมาให้เลือก

    1. ผู้ส่งสารส่งในสิ่งที่ตนเข้าใจ โดยไม่สนใจผู้รับสาร : อันนี้จะเจอบ่อยกับคนที่ชอบพูดศัพท์ทางด้านเทคนิคเยอะ ๆ เพราะคิดว่าคนอื่น ๆ จะเข้าใจในสิ่งที่เรารู้ คิดว่าความรู้เท่ากัน อันนี้บาปมะหันเพราะสุดท้ายเป็นการสื่อสารที่เสียเปล่า
    2. ผู้ส่งสารพยายามนำผู้รับสารเข้ามาในสิ่งที่ตนเข้าใจ : อันนี้คือพยายามทำให้สิ่งที่เราจะพูดเรื่อง Simple ขึ้นมาแล้ว พยายามพูดชักนำให้เขาเข้ามาเข้าใจในสิ่งที่เราเข้าใจ (จำได้ประมาณนี้)
    3. ผู้ส่งสารพยายามแปลสิ่งที่ตนเข้าใจให้ผู้รับสารเข้าใจ : หมายถึงพูดเปรียบเทียบหรือเทียบเคียงกับสิ่งที่เขาเข้าใจอยู่ เพื่อให้เขาสามารถเรียนรู้ในสิ่งใหม่โดยเปรียบเทียบกับสิ่งที่เขารู้อยู่แล้ว ซึ่งประเสริฐสุดแต่เหนื่อยสุดเพราะต้องคิด ต้องแปลกันก่อนที่จะส่งสารออกไป

สิ่งที่ @juacompe ยกมาเป็นตัวอย่างที่ทำให้ง่ายต่อการสื่อสารคือเรื่อง Persona หรือการสร้างตัวละครจำลองมาเพื่อเป็น Actor จริง ๆ เพื่ออธิบายถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด

Agile ต้องทำครับ ดูอย่างเดียวไม่ได้อะไร

จริง ๆ แล้วเนื้อหาในการสัมมนาวันแรกนั้นมีอีกยาวครับ เนื้อหาเข้มข้นมาก มี “คุณภาพเป็นสิ่งที่อ่อนข้อไม่ได้ (จำมาประมาณนั้น)”, “Intro to Agile” และ “Scrum” ถึงขนาดว่าน้องที่มาด้วยบอกว่า ถ้ามันแบบนี้ 3 วันเลยขอไม่ทำดีกว่า ซึ่งทีมวิทยากร คงรู้ในเรื่องนี้อยู่แล้วเลยจัด Activity Training แบบเต็มขั้น ทุก ๆ กิจกรรมหวังว่าให้แนวคิดของการอบรมเข้าเส้นจริง ๆ แต่สิ่งที่ผมสังเกตุได้จากการอบรมคือ การเอา Hyper Productivity ขึ้นมาเป็นหัวข้อแรกของการ Train เพื่อตอบโจทย์ว่าทำไม (ตามความเข้าใจของผม)

  1. ทำไมต้องทำงานเป็น Timebox สั้น ๆ : เพราะเราต้องการ Responsiveness
  2. ทำไม Timebox ถึงไม่เปลี่ยน : เพื่อสร้างความเชื่อมั่นใน Commitment เล็ก ๆ แต่ชัวร์ของเราที่ให้กับลูกค้า ไม่ใช่ใหญ่ ๆ แต่แก้ผ้าเอาหน้ารอด
  3. ทำไมเราต้องทำทีละ Function ไม่ทำไปมันทั้งหมดทีเดียว : เพื่อให้เกิดการเรียนรู้กันระหว่างคนกับงาน
  4. ทำไม Product Owner ถึงต้องเข้ามามีส่วนร่วมกับ Team : เพราะลูกค้าหรือตัวแทนของลูกค้าก็ต้องมีการเรียนรู้ที่จะให้ความต้องการ และใช้งานระบบ
  5. ทำไมต้องเลือกงานกันเองไม่มีคนสั่ง : เพราะ Self Manage มันยั่งยืนกว่า Manager
  6. ทำไมต้องมีการทำ Daily Scrum : เพื่อให้ทุกคนรู้ในสิ่งที่ตนทำอยู่ และรู้ในสิ่งที่จะทำต่อไป
  7. ทำไมต้องเอาทุกคนมาทำ Sprint Planning + Poker : เพื่อต้องการปรับจูนความรู้ความเข้าใจ เพื่อให้เกิดการ Communication อยู่เสมอ
  8. ทำไมถึงวัดขนาดของ Software กับ ขนาดเครื่องใช้ไฟฟ้า : เพราะการวัดในแบบที่เราถนัด มันคืออการเทียบเคียง ไม่ใช่ระบุตรง ๆ
  9. ทำไมต้อง Cross Functional Team : เพราะเป้าหมายหลักของเราคืองาน อะไรที่สามารรถเรียนรู้เพื่อช่วยกันได้ก็ทำซะ

อันนี้อาจจะเป็นส่วนนึงที่ผมพอจะนึกได้จากการอบรมที่ผ่านมา แต่สิ่งที่สำคัญคือการสร้างบรรยากาศของการอบรม ที่ทำให้ทุกคนรู้สึกได้ถึงความเข้มข้นของกิจกรรม ทุกคนร่วมมือร่วมใจทำงานออกมาจนเป็นผลสำเร็จ แถมไม่ว่าจะมาจาก Project Manager , Technical , Developer หรือ Test ก็สามารถร่วมมือรว่มใจเพื่อให้งานทุอย่างสำเร็จได้ สิ่งไม่รู้สิ่งนี้คือสิ่งที่น้องที่ไปอบรมรู้สึกอินกันมัน หรือเปล่าแต่สิ่งที่ผมเองติดใจคือพลังและความทุ่มเทของวิทยากร รวมถึงการเตรียมความพร้อม ความสอดคล้องกันของเนื้อหาใน Session ต่าง ๆ  กลับมาครั้งนี้อยากให้บรรยากาศแบบนี้เกิดขึ้นในบริษัทของผมเองสักครั้ง …

ขอขอบคุณ (ง่วงแล้วนอนดีกว่า)

พี่รูฟ @roofimon, พี่จั้ว @jaucompe, พี่หนุ่ม @zyracuze ที่ทุ่มเทพลังไปกับงานนี้อย่างสุดแรก

พี่ปู ที่ทำให้ผมรุ้สึกว่าอยากไป (เพราะพี่ปูเลือกอ้นไป)

Aon Sesil ที่จุดประกายทำให้อยากเขียน Blog ให้จบเป็นครั้งแรกของชีวิต

พี่แซม ที่ยอมให้ไปอบรมทั้ง ๆ ที่งานล้นหัว

เอาไปฟัง เอาไปดูเป็นน้ำจิ้มครับ มาจากงาน Bugday 2012

http://knowhow.swpark.or.th/videos/viewvideo/621/swps-activities/bugday–agile-room-qseeking-hyper-productivityq.html
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s